อิงลิช บูลด็อก สายพันธุ์นักสู้สู่เพื่อนซี้หน้าย่น

อิงลิชบูลด็อก ที่เรารู้จักกันในอุปนิสัยที่มีความร่าเริง กวนประสาท เวลานอนชอบกรนเสียงดัง ลิ้นจุกปาก แถมยังชอบตดเหม็น ๆ จนบางทีก็งงว่า เฮ้ย มึงกินอะไรเข้าไป.. แต่ประวัติความเป็นมาของอิงลิชบูลด็อก ก็ถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านอะไรมาเยอะแยะไม่ใช่น้อยเลย

ความเป็นมาของบูลด็อก

สุนัขสายพันธุ์อิงลิชบูลด็อก มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ จัดอยู่ในกลุ่ม มาสติฟ (Mastiff) โดยคำว่า Bull มี 2 แง่ ก็คืออาจจะหมายถึงสุนัขที่มีรูปร่างคล้ายกับวัวตัวเล็ก กับอีกนัยยะหนึ่งก็คือ สุนัขที่ต่อสู้กับวัว โดยมีความเชื่อว่า สุนัขสายพันธุ์อิงลิชบูลด็อกได้เกิดขึ้นในสมัยของกษัตริย์ของอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1209 ในขณะที่ได้เห็นวัว 2 ตัวกำลังต่อสู้กัน อยู่ที่สนามหญ้าหน้าวัง เพื่อกำลังแย่งตัวเมีย จนกระทั่งได้เห็นสุนัขเลี้ยงวัวออกมาไล่ แล้ววัวสองตัวก็ได้แยกจากการต่อสู้กันไป จึงเห็นว่า น่าจะมีกีฬาชนิดใหม่ ที่ให้สุนัขต่อสู้กับวัวขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ก็เป็นจุดกำเนิดของสายพันธุ์อิงลิชบูลด็อก

โดยสุนัขสายพันธุ์บูลด็อก ได้ถูกฝึกให้มีนิสัยที่ก้าวร้าว และดุร้าย โดยใช้วิธีที่เจ็บปวด ทั้งการทรมานต่างๆนานา เพื่อจะนำไปต่อสู้ในเกมกีฬา ที่กำลังได้รับความสนใจในยุคสมัยนั้น โดยจะมีการปล่อยให้สุนัขบูลด็อก ออกไปสู้กับวัวที่กำลังบ้าคลั่ง โดยจะเน้นการบุกโจมตีที่บริเวณใบหูของวัว และพยายามกัดจนกว่าวัวตัวนั้นจะล้มลง ซึ่งเมื่อกีฬาประเภทนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของบลูด็อก ให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม เพื่อให้มันมีความว่องไวและรวดเร็ว โดยมีความเชื่อว่า ได้มีการใส่อุปกรณ์เพื่อปิดตรงส่วนจมูก ให้มันมีจมูกที่เล็กลง เพื่อการต่อสู้ได้ดีขึ้น…

bulldog

กีฬาสุนัขต่อสู้กับวัวนี้ มีมาเป็นเวลากว่า 600 ปี จนถึงปีค.ศ.1835 ความทุกข์ทรมานของบลูด็อกก็ได้หมดลง เมื่อได้มีการประกาศว่าการต่อสู้ระหว่างสุนัขกับวัว เป็นสิ่งผิดกฎหมายของประเทศอังกฤษ ทำให้ความนิยมของสุนัขพันธุ์บลูด็อกเริ่มจางหายไป และสายพันธุ์ก็เริ่มจะหมดไปในประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีคนเห็นค่าความสำคัญของสุนัขพันธุ์บูลด็อก และยังเลี้ยงดูและเพาะพันธุ์สุนัขบูลด็อกอยู่เรื่อยมา จนถึงในปี ค.ศ.1859 ความนิยมของบูลด็อกก็ได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อได้มีการจัดประกวดบูลด็อกขึ้นเป็นครั้งแรก

สุนัขสายพันธุ์บูลด็อก เป็นสุนัขประจำชาติของอังกฤษ โดยได้รับเกียรตินี้เมื่อปี ค.ศ.1864 ด้วยเล็งเห็นถึงความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี และความเป็นนักสู้ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของมันนั่นเอง

ลักษณะนิสัยของบูลด็อก

บูลด็อกจะมีลักษณะนิสัยที่มีความสงบ อ่อนโยนกับเด็ก มีความกล้าหาญ แต่ไม่มีนิสัยก้าวร้าว หรือข่มขู่ ยิ่งถ้าเลี้ยงด้วยมนุษย์ที่มีความตลกตั้งแต่ตอนเด็กๆ บลูด็อกก็จะกลายเป็นสุนัขที่ติงต๊องไปเลยก็ว่าได้ คนที่เคยเลี้ยงบูลด็อกหลายคนมักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าหวังว่าจะซื้อหมามาเฝ้าบ้าน อย่าเลือกบูลด็อกเลย ฮร่าา..

บูลด็อกจะเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่า หรือเห่าก็ประเดี๋ยวประด๋าว สามารถเลี้ยงไว้ในบ้าน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน เว้นแต่ในช่วงที่มันติดสัด ก็จะมีอาการรุนแรงขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น จะมีแค่เรื่องการกรน ที่ถ้าใครเอามานอนในห้องด้วย และเป็นคนที่หูไวมาก อาจจะมีสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรนได้เป็นบางครั้ง

ขนาด

เมื่อโตเต็มวัยแล้ว ตัวผู้จะมีน้ำหนักประมาณ 25 กิโลกรัม และตัวเมียจะมีน้ำหนักประมาร 18 กิโลกรัม

การดูแล

สุนัขสายพันธุ์บลูด็อก ค่อนข้างอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ค่อยเลือกอาหาร สามารถปรับตัวได้กับทุกสภาพภูมิประเทศและอากาศ สามารถทานอาหารเม็ดได้ แต่ควรสลับด้วย อาหารปรุงสุกบ้างเป็นบางครั้ง รวมถึงการซื้ออาหารเม็ดสำหรับสุนัข ควรจะเลือกเกรดให้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ควรมีสารก่อภูมิแพ้ที่มากจนเกินไป การทำความสะอาดก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย แค่เพียงอาบน้ำให้สัปดาห์ละครั้ง หรือสองสัปดาห์ครั้งก็เพียงพอ แต่ควรที่จะแปรงขนให้เป็นประจำ ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณตรงด้านหน้า โดยเฉพาะช่วงที่รอยเหี่ยวย่น ให้เปิดมาทำความสะอาดบ้าง เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบได้

บูลด็อกไม่ใช่สายพันธุ์ที่ต้องการการออกกำลังกายสูงเท่าไหร่ แค่เพียงออกไปเดินเล่นวันละ 10-20 นาที ก็เพียงพอต่อความต้องการการออกกำลังกายของมันแล้ว